ถูกนำไปใช้อย่างหลากหลาย เช่น ตกแต่ง โรงแรม รีสอร์ท วัด หรือ สถานที่ราชการ และเอกชน เพื่อความสวยงามดูบรรยากาศสบายๆ แบบ
ที่ใช้ในงานบุญที่พบเห็นอยู่ใน ภาคเหนือตอนบน โคมไฟถูกนำมาใช้เพื่อประดับตกแต่งอาคารบ้านเรือนเพื่อความสวยงาม และความเป็นศิริมงคลแก่เจ้าของบ้าน ซึ่งชาว
(ศาสตราจารย์เกียรติคุณมณี พยอมยงค์ 2538 : 5) กล่าวว่า คนไทยกลุ่มภาคเหนือออกเสียงว่า "โกม" คือ ออกเสียงตัวก๊ะตามภาษาลี และโคมนั้นมีความหมาย 2 อย่างคือ เป็นเครื่องสักการะ และเป็นเครื่องส่องสว่าง
โคมแขวนต้นไม้
(น้ำทิพย์ คชเกษตริน 2541) กล่าวว่า แต่ในปัจจุบัน
โคมทำขึ้นเพื่อไปถวายพระที่วัด เพราะมีความเชื่อว่าชาติหน้าเกิดมาจะมีสติปัญญาที่ดี แต่เดิมประเพณีการจุด
โคมจะทำขึ้น ในบ้านของเจ้านายใหญ่โต หรือผู้มีอันจะกินเท่านั้น โดยจะใช้
ประทีป หรือเทียนจุดให้เกิด
แสงสว่างแล้วนำ ไปใส่ไว้ในโคม หรือใช้
ประทีปที่มีลักษณะเป็นผาง
ประทีปเล็กๆ แล้วใช้ น้ำมันงา น้ำมันละหุ่ง หรือน้ำมันมะพร้าวใส่ลงในถ้วยดิน เพื่อให้
ไฟติดไส้ที่อยู่ตรงกลางด้วย แต่ปัจจุบันมีการประยุกต์ใช้แทน
ไฟฟ้าเสียมากกว่า ตามปกติการจุด
โคมทำกันในวัน พระจริงๆ แล้วการจุด
โคมสามารถจุดได้ทุกวัน โดยไม่จำกัดโอกาสหรือที่เรียกตามภาษาธรรว่า
อกาลิโก ซึ่งก็แล้วแต่ความพอใจหรือความสะดวก โดยเมื่อจุดแล้วก็จะนำไปแขวนตาม ชายคาบ้านให้เป็นที่สวยงาม และเพื่อเป็นการบูชาเทพารักษ์อีกทางหนึ่งด้วย การประดิษฐ์
โคมมีจุดมุ่งหมาย 4 ประการด้วยกันคือ ประการแรก เพื่อความสวยงาม ประการที่สอง เพื่อเป็นพุทธบูชา ประการที่สามเพื่อความสว่างให้กับตัวอาคารบ้านเรือน และประการที่สี่เพื่อเป็นสิริมงคลแก่เจ้าของบ้าน สมัยโบราณเมื่อเกิดสงคราม ก็จะใช้
โคมลอยช่วยในการโจมตี ข้าศึก โดยจะใส่ดินไฟเข้าไว้ในนั้นแล้วจุดธูปปักไว้ในหม้อดินไฟ เมื่
อโคมลอยไปยังเมืองของข้าศึกพอดีกับธูปไหม้ลงมาถึงดินไฟที่อยู่ในหม้อ ก็จะระเบิดขึ้นมาเผากระดาษตัว
โคม ทำให้ลูกไฟตกลงมาเผาผลาญ บ้านเรือนข้าศึกได้
ความเชื่อเกี่ยวกับโคม
(จินตนา มัธยมบุรุษ 2539) กล่าวว่า ในประเพณีพิธีกรรมของชาว
ล้านนามีความเชื่ออย่างหนึ่งที่ปฏิบัติสืบเน่องกันมาช้านาน คือ การจุด
ประทีป โคมไฟให้ความ
สว่างไสวเป็นพุทธบูชา โดย
แสงสว่างเริ่มจากไส้เทียนเล็กๆ จะลุกโชติช่วงให้แสงงามตามบ้านเรือนในช่วงงานเทศกาลอันเป็นมงคล ต่างๆและส่องแสงภายในใจของพุทธศาสนิกชนถ้วนทุกตัวตนมาแต่ครั้งปู่ย่า ตายาย
ประเพณีในภาคเหนือนั้นมักเป็นประเพณีสืบเนื่องจากศาสนา และความเชื่อของชุมชนในสังคมทั้งสิ้น และการจัดกิจกรรมต่างๆ ในประเพณี แต่ละอย่าง นั้นมักจะสอดคล้องกับสภาพ ภูมิศาสตร์ และสิ่งแวดล้อม มีความเชื่อกันมาว่า
เดือนยี่ หรือ เดือนสิบสองใต้ นี้เป็นฤดูกาลที่ลูกหลาน จะได้ทำบุญอุทิศกุศลกัลปนาแก่บรรพชนของตน
(มณี พยอมยงค์ 2537) กล่าวว่า โคมลอย นิยมเล่นกันมากในเดือนยี่ เพราะ เชื่อว่าอากาศโปร่ง ท้องฟ้าแจ่มใส สามารถเห็นโคมลอยได้ชัด ในวันเดือนยี่เป็ง จึงมีโคมลอยถูกปล่อยขึ้นสู่ท้องฟ้าอย่างมากมาย เมื่อลอยไปในอากาศมีเสียงประทัด ที่แขวนไว้ได้โคมลอยแตกเป็นระยะๆ น่าสนุกสนานยิ่ง

(สิงห์แก้ว มโนเพชร 2535) กล่าวว่า ความเชื่อในอดีต เชื่อว่า การปล่อย
โคมเพื่อเป็นพุทธบูชา หรือ ปล่อยเคราะห์กรรมลำบากตาม คนโบราณเขาเชื่อกันว่า การ
ลอยโคมขึ้นบนท้องฟ้า เป็นการลอยเคราะห์ลอยนาม เป็นการให้ทานอีกลักษณะหนึ่ง
โคมที่ปล่อยขึ้นไปนั้นก็เพื่อ จะให้ลอยขึ้นไปบูชาพระเกศแก้วจุฬามณีบนสรวงสรรค์อันเป็นที่บรรจุพระธาตุประจำปีของผู้ที่เกิดปีจอ หรือเพื่อบูชาแก่เจ้าผู้ให้กำเนิดของตน บนสวรรค์ที่เรียกว่า "พ่อเกิดแม่เกิด"
(น้ำทิพย์ คชเกษตริน 2541) กล่าวว่า เพื่อเป็นการเสี่ยงทาย เจ้าของ
โคมตั้งจิตว่าหากวิถีชีวิต จะเจริญก้าวไปข้างหน้า ขอให้
โคมลอยนี้ลอยขึ้นสู่ท้องฟ้าหากจะมีอุปสรรคใด ก็ตาม ขอให้
โคมลอยอย่าได้ลอยขึ้นไปเลย ตรงกันข้ามหาก
โคมลอยของเขาไม่ลอยหรือลอยไม่สูงกลับตกลงสู่พื้นดิน เขาจะมีความเสียใจไม่สบายใจ ถือว่าเขายังมีเคราะห์กรรมอยู่ ยิ่งไปกว่านั้นเขายังยึดมั่นถึงอาถรรพ์บางอย่าง เช่น หาก
โคมลอย ตกลงไปที่บ้านหลังใด อาถรรพ์จักบังเกิดขึ้นกับเจ้าของบ้านจะต้องมีอันเป็นไป หรือไม่บ้านก็จักร้าง เจ้าของบ้านจักต้องพบกับความวิบัติ
ไม่อย่างใดก็อย่างหนึ่งในอนาคตนี้ เป็นความเชื่อของ
คนล้านนา ซึ่งเรียกว่า "มันขึด"
ประเภทของ
โคม มี 4 ประเภท
1.
โคมถือ หรือ
โคมหูกระต่าย
2.
โคมลอย
3.
โคมแขวน
4.
โคมผัด
โคมถือ หรือ โคมหูกระต่าย
โคมถือ หรือ โคมหูกระต่าย หมายถึง โคมที่มีกำบังทำด้วยกระดาษสี มีลักษณะคล้ายหูกระต่าย โคมถือ หรือ หูกระต่ายจะใช้ในวันเดือนยี่เป็งซึ่งพุทธศาสนิกชน จะถือไปเดือนขบวนแห่งาน ลอยกระทง ข้างในโคมก็จะจุดเทียนไขไว้ เมื่อเดินขบวนเสร็จแล้วก็นะนำไปปักไว้บริเวรรอบๆโบสถ์ วิหาร หรือ สถานที่มีงานพิธีกรรม ถ้าหากใช้ในงานสมโภชก็จะทำขึ้นเพื่อความสวยงาม เป็นรูปกลีบบัวปักไว้ข้างเวที ประดับประดาให้สวยงาม
ขึ้นแล้วเอาไปบูชาพระประธานในพระวิหาร โคมถือ หรือ โคมหูกระต่าย มี 2 แบบ คือ
1. โคมที่มีกำบังทำด้วยกระดาษ สีลักษณะคล้ายหูกระต่าย จะมีด้ามไม้ใช้ในขบวนแห่ เมื่อเสร็จแล้วจะนำโคมไฟไปประดับไว้รอบๆ โบสถ์ วิหาร
2. โคมที่มีลักษณะคล้ายกลีบบัว จะมีด้ามไม้ใช้ถือคล้ายๆเป็นก้านดอกบัว เมื่อแห่เสร็จแล้วจะนำโคมไปบูชา พระประธานในวิหาร
โคมถือชนิดอื่น
โคมล้อ เป็นโคมที่ใช้เป็นเครื่องส่องสว่างประจำล้อวัว หรือวัวเทียมเกวียนที่มีรูปทรงสี่เหลี่ยมจัตุรัสมีกระจกทั้งสี่ด้านโดย
โคมล้อมีอยู่สองส่วน คือ ส่วนที่เป็นตัวตะเกียงและส่วนที่เป็นเรือน ครอบตะเกียงส่วนใหญ่ใช้น้ำมันก๊าดเป็นเชื้อเพลิง
โคมบอก เป็น
โคมที่ใช้กระบอกไม้ไผ่หรือกระป๋องครอบไม่ให้ไฟดับเป็นโคมที่ทำขึ้นอย่างง่ายๆ ส่วนใหญ่จะใช้สำหรับคนที่ต้องการเดินทางในเวลากลางคืน
โคมลอย
โคมลอย หมายถึง ชื่อเครื่องตามไฟชนิดหนึ่งที่จุดแล้วปล่อยให้ลอยไปในอากาศรูปร่าง และขนาดของ
โคมลอย เป็นรูปถุงวงกลมก้นใหญ่ปากแคบกว้างราว 75 เซนติเมตร ตัวโคมสูงขนาด 1.15-1.50 เมตร ทำด้วยกระดาษว่าว หุ้มเป็นรูปทรงกลม คล้ายลูกฟุตบอล หรือลูกบอลขนาดใหญ่ ใช้กระดาษว่าวจำนวนมาต่อๆ กันเป็นจำนวนมากไม่ต่ำกว่า 50 แผ่นขึ้นไป
โคมลอยที่ปล่อยขึ้นไปนั้น ก็เพื่อจะให้ลอยขึ้นไปบูชาพระเกศแก้วจุฬามณีบนสวรรค์อันเป็นที่บรรจุพระธาตุประจำปีเกิดของผู้ที่เกิดปีจอหรือเพื่อบูชาแก่เจ้าผู้ใช้กำเนิดของตนบนสวรรค์ ที่เรียกว่า "พ่อเกิดแม่เกิด" สมัยโบราณเมื่อเกิดสงคราม ก็จะใช้โคมช่วยในการโจมตีข้าศึกพอดีกับธูปไหม้ลงมาถึงดิน ไฟที่อยู่ในหม้อก็จะระเบิดขึ้นมาเผากระดาษตัวโคมทำให้เป็นลูกไฟ ตกลงมาผาผลาญบ้านเรือนข้าศึกได้
โคมลอยนอกจากจะใช้ลอยเพื่อบูชาแล้ว ยังนิยมทำและเล่นกันมากในประเพณีเดือน
ยี่เป็ง หรือ วันเดือนเพ็ญจะปล่อยในเวลากลางวันเพราะอากาศดี ท้องฟ้าโปร่งสามารถมองเห็น
โคมลอยได้ชัดเจน และถือว่าเป็นการสะเดาะห์เคราะห์ด้วย ลักษณะของ
โคมลอยที่จะปล่อยขึ้นไปนั้นมักจะไม่มีรูปแบบที่แน่นอน แต่มักจะเลียนแบบธรรมชาติที่มองเห็น เช่น รูปลูกฟัก ลูกแตง รูปทรงกระบอก ทรงกลม ทรงเหลี่ยม กระติ๊บข้าวรังมด แล้วแต่จะช่วยกันคิด ช่วยกันออกแบบตกแต่ง เพื่อให้เกิดความสวยงาม เมื่อนำกระดาษสามาปะติดปะต่อกันจนเป็นรูปทรง ตามความพอใจแล้ว ก็จะใช้ควันไฟรมเข้าไปในโคมลอยนั้น แล้วก็ปล่อยขึ้นไปบนท้องฟ้าต่อมาก็เพิ่มวิธีการต่างๆ เข้าไปมากกว่าเดิม เช่น การเพิ่มประทัด หรือ ดอกไม้ไฟ พลุสี ควันสี กระดาษเศษสี กระดาษเงิน กระดาษทอง ตุ๊กตา ร่ม เครื่องร่อนกระดาษ เครื่องบินกระดาษ เป็นต้น เพื่อให้เกิดความครึกครื้น ตื่นเต้นยิ่งขึ้น แต่ทั้งนี้วัสดุ ที่นำมาประกอบเพิ่มเติมตกแต่งนั้นจะต้องเบา และที่สำคัญ
โคมลอยสามารถยกขึ้นไปได้
โคมลอยมีลักษณะการปล่อย เป็น 2 อย่าง คือ
โคมที่จะใช้ปล่อยตอนกลางวันเรียกว่า "ว่าว" จะใช้การรมควันเข้าไปในตัวโคมลอย หรือว่าว เรื่อยๆ จนพองตัวมีความดันสูงขึ้นจนดึงมือแล้วปล่อยขึ้นสู่ท้องฟ้า
โคมลอยใช้ปล่อยตอนกลางคืน มีกรรมวิธีเช่นเดียวกันกับ
โคมลอยตอนกลางวัน แต่แตกต่างกันที่เขาใช้ท่อนไม้พันด้ายก้อนกลมๆชุบด้วยน้ำมันยางหรือน้ำมันขึ้โล้จนชุ่มแล้วทำที่แขวน ติดกับ
โคมลอยจะสูงขึ้นเรื่อยๆ และลอยไปตามกระแสลม จะมีลักษณะเป็นดวงไฟ คล้ายดาวเคลื่อนคล้อยไปในเวหาอันเวิ้งว้างน่าดูยิ่งนัก แต่
โคมลอยที่ปล่อยกลางคืนนี้เป็นอันตรายต่อทรัพย์สินของผู้อื่นมาก บางครั้งผ้า ที่ชุบน้ำมันไม่หมด ปรากฎว่าถ้าตกลงมาก่อนจะไหม้บ้านเรือน หรือบริเวณที่แห้งจัดเกิดไฟไหม้ ดังนั้น
โคมลอยที่ใช้ปล่อยกลางคืนจึงขาดความนิยมไป
ในปัจจุบันใช้น้ำมันก๊าดเป็นเชื้อเพลิงแทน เมื่อจะปล่อย
โคมไฟก็จะรมควันเข้าไปใน
โคมก่อน จน
โคมดึงตัว และก่อนจะดึงตัวเพื่อจะลอยขึ้นไปก็จะจุดไฟที่ท่อนไม้ที่ชุบน้ำมันไว้แล้วให้ไฟติดก่อน โดยท่อนไม้นี้จะผูกติดอยู่ที่ปากโคมไฟแล้วปล่อยขึ้นไปในท้องฟ้า
โคมไฟก็จะลอยตัวสูงขึ้นไปเรื่อยๆ ถูกพัดไปตามกระแสลม และมีแสงไฟลิบๆสวยงาม
ปัจจุบันได้มีการเปลี่ยนแปลงจากการใช้ไม้พันผ้าชุบน้ำมันยางเป็นการใช้กระดาษบางๆ ชุบน้ำมันก๊าดตรงกลาง
โคมแล้วรมควัน ขนาดของ
โคม
ก็มีขนาดเล็กลง ความกว้างของปาก
โคม กับตัว
โคมจะมีขนาดเท่าๆกัน ทั้งนี้เพื่อเป็นการป้องกันการเกิดไฟไหมเพราะเชื้อไฟจะไหม้หมดก่อนที่
โคมจะ
ตกลงพื้น
คำว่า "
โคมลอย" นับเป็นประเพณีนิยมอย่างหนึ่งของชาว
ล้านนา ครั้นถึงวันเดือนยี่เป็นทุกวัดวาอาราม จะมีการปล่อย
โคมลอยกัน การปล่อยโคมจะนิยมปล่อยเฉพาะในวันยี่เป็งเท่านั้น
การปล่อย
โคมลอยก็เป็นประเพณี เนื่องในพิธีการตั้งธรรมของชาว
ล้านนามีคติในการปล่อย
โคมลอยอยู่สองประการคือ เพื่อเป็นการบูชาพระพุทธคุณประการหนึ่ง และเพื่อเป็นการเสี่ยงทายอีกประการหนึ่ง
โคมแขวน
โคมแขวน เป็น
โคมบูชาพระมีหลายรูปแบบ รูปทรง เช่น
โคมบาตรพระ
โคมดาว โคมตะกร้า
โคมต้องห้อยพู่
โคมพระอาทิตย์
โคมธรรมจักร ซึ่งหมายถึง "ความแจ้งในธรรม" จะใช้ในงานยี่เป็งหรือวันตั้งธรรมมหาชาติเวสสันดรชาดก ใช้แขวนไว้ในโบสถ์ บนศาลา ในวิหาร หรือทำค้างไม้ไผ่ทำชักรอกแขวนข้างโบสถ์ วิหารเป็นพุทธบูชา สวยงาม สว่างไสว หรือใช้ตกแต่งบ้านเรือน เพื่อบูชาเทพารักษ์ ผู้รักษาหอเรือน อาคารบ้านเรือนก็ได้
โคมแขวน หรือ
โคมค้าง ได้แก่
โคมที่ใช้แขวนบนหลัก หรือตามขื่อในวิหาร หรือโบสถ์มีรูปร่างต่างๆ แล้วแต่จะทำกันผู้ที่นิยม ทำกันมากคือ พระภิกษุสามเณร จะแข่งขันกันว่าใครจะทำสวยกว่า
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น